Posted by: thaipsyop | 2 กันยายน, 2010

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับความยุติธรรม

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ตาม โบราณราชประเพณี เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่อทรงสรงมูรธาภิเษก ณ พระมณฑลพระกระยาสนานแล้ว เสด็จออกประทับพระที่นั่งอัฐทิศภายใต้สตปฎลเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ให้สมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษกแล้วเสด็จสู่พระที่นั่งภัทรบิฐในพระที่นั่ง ไพศาลทักษิณองค์เดิม พระราชครูวามเทพมุนีทูลเกล้าฯ ถวายพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธยถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภค และพระแสงอัษฎาวุธ จากนั้นได้ถวายพระพรชัยมงคลด้วยภาษามคธ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปฐมบรมราชโอการตอบเป็นภาษาไทย พระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระราชครูวามเทพมุนีรับพระบรมราชโองการด้วยภาษามคธและภาษาไทย ต่อจากนั้น ทรงหลั่งทักษิโณทกตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจรรยา เป็นที่สุดขั้นตอนสำคัญของพระราชพิธี

ตลอดรัช สมัยมหาชนชาวไทยได้ประจักษ์และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ตรากตรำพระวรกายสมดังพระประถมบรมราชโองการที่ว่าจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ธรรมนั้นที่สำคัญ คือ ทศพิธราชธรรม ซึ่งในโอกาสนี้จะขออัญเชิญแต่ธรรมข้อที่สิบประการสุดท้าย คือ อวิโรธน์ การมั่นอยู่ในธรรมหรือไม่คลาดเคลื่อนจากความยุติธรรม มาเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติพอสมควรแก่โอกาส

พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงความหมายที่แท้จริงและความสำคัญของความยุติธรรม ดังจะเห็นได้จากพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่คณะบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในโอกาสต่างๆ มีพระราชวินิจฉัยว่าเป้าหมายสำคัญของชาติคือ ความมั่นคง ความมั่นคงของชาติประกอบไปด้วยปัจจัยสำคัญๆ หลายประการ ประการหนึ่งคือ ความสงบสุขของประชาชน ความสงบสุขเกิดจากพื้นฐานของการอยู่รวมกันของคนในชาติภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎเกณฑ์หรือระเบียบเดียวกันซึ่งได้แก่ กฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนั้นการลาวงละเมิดก็จะได้เกิดขึ้น ถ้าบ้านเมืองปราศจากกฎเกณฑ์หรือกฎหมายดังกล่าว ความสงบสุขก็คงเกิดได้ยาก เพราะแต่ละคนใช้อิสรภาพของตนอย่างไม่มีขอบเขต อันจะไปรุกรานหรือละเมิดผู้อื่นได้ ดังพระบรมราโชวาทที่พระราชทานคณะกรรมการเนติบัณฑิตรุ่น ๒๒ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ความตอนหนึ่งว่า

“…..งาน ในด้านกฎหมายเป็นงานที่สำคัญสำหรับบ้านเมือง เพราะว่าบ้านเมืองของเราจะต้องมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบการที่แน่นแฟ้น เพื่อที่จะให้รักษาความยุติธรรมในหมู่ชน ความยุติธรรมนี้บ้างที่ก็หายาก เพราะว่าพวกเราอยู่ในจำพวกที่ย่อมต้องการนึกถึงผลประโยชน์ ผลประโยชน์จะต้องอยู่ในขอบเขต มิฉะนั้นจะมีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน กฎหมายก็มีไว้สำหรับช่วยบรรเทาเท่านั้นเอง คือเมื่อความเบียดเบียนเกิดขึ้นแล้ว ก็แก้ไขเพื่อไม่ให้ความเบียดเบียนนั้นลุกลามไป ถ้าเราสามารถที่จะรักษาความเป็นระเบียบและความยุติธรรมได้ โลกเราก็จะอยู่เย็นเป็นสุขมีความสงบ เป็นรากฐานสำหรับให้มีความเจริญก้าวหน้าได้ตามความประสงค์…..”

พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งถึงปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและกฎหมายว่า กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม ดังนั้น ความยุติธรรมจึงต้องมาก่อนกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งคือกฎหมายจะต้องใช้เพื่อสนองเป้าหมายของความยุติธรรมเป็น สำคัญ ดังความตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติ บัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ ๗ สิหาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ คือ

“…..กฎหมาย ทั้งปวงนั้น เราบัญญัติขึ้นเพื่อใช้เป็นปัจจัยสำหรับรักษาความยุติธรรม กล่าวโดยสรุปคือให้เป็นแบบแผนแห่งความประพฤติปฏิบัติของมหาชนสถานหนึ่ง กับใช้เป็นแม่บทในการพิจารณาตัดสินความประพฤตินั้นๆ ให้เป็นไปโดยถูกต้องเที่ยวตรงอีกสถานหนึ่ง…โดยที่กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือ ในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่ควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งไปกว่าความยุตธรรมหากควรจะต้องถือว่าความ ยุติธรรมมาก่อนกฎหมาย และอยู่เหนือกฎหมายการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใดๆ โดยคำนึงถึงแต่ความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้น ดูจะไม่เป็นการเพียงพอจำต้องคำนึงถึงความยุติธรรมซึ่งเป็นจุดประสงค์ด้วย เสมอ การใช้กฎหมายจึงจะมีความหมายและได้ผลที่ควรจะได้…..”

ปัญหาเรื่องกฎหมายกับความยุติธรรมในทางปฏิบัติ เป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก พระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมาย แห่งเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งจะเป็นผู้ใช้และรักษากฎหมายต่อไป เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็ได้ทรงย้ำว่า

“…..ผู้ ที่ได้ผ่านสำนักอบรมกฎหมายทุกคน ควรจะได้รับการชี้แจ้งเน้นหนักให้ทราบชัดว่า กฎหมายไม่ใช่ตัวความยุติธรรม หากเป็นเพียงบทบัญญัติหรือปัจจัยที่ตราไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม ผู้ใดก็ตามแม้ไม่รู้กฎหมายแต่ถ้าประพฤติปฏิบัติด้วยความสุจริตแล้ว ควรจะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอย่างเต็มที่ ตรงกันข้ามคนที่รู้กฎหมายแต่ใช้กฎหมายไปในทางทุจริต ควรต้องถือว่าทุจริตและกฎหมายไม่ควรคุ้มครองจนเกินไป เพราะฉะนั้นจึงไม่สมควรจะถือว่า การรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน มีวงกว้างอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย จำเป็นต้องขนยายออกไปให้ถือศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย…..”

พะรบรมราโชวาทใน พิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมาย แห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ จึงทรงให้ความสำคัญของการใช้กฎหมายว่า จะต้องรักษาวัตถุ ประสงค์ของกฎหมายแต่ละฉบับให้แน่วแน่ พร้อมทั้งรักษาอุดมคติ จียา ความสุจริต และมโนธรรมของนักกฎหมายไว้อย่างรอบคอบเคร่งครัดเสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเอง ดังนี้

“…..กฎหมาย ทั้งปวงจะธำรงความยุติธรรมและถูกต้องเที่ยงตรงหรือจะธำรงความศักดิ์สิทธิ์ และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอยู่ได้หรือไม่เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ คือถ้าใช้ให้ได้ถูกวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นจริงๆแล้ว ก็จะทรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพอันสมบูรณ์ไว้ได้ แต่ถ้าหากนำไปใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์โดยการพลิกแพลงบิดพลิ้วให้ ผันผวนไป ด้วยความหลงผิด ด้วยอคติ หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริตต่างๆ กฎหมายก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพลงทันที่ และกลับกลายเป็นพิษเป็นภัยของประชาชนอย่างใหญ่หลวง ผู้ต้องการจะใช้กฎหมายสร้างสรรค์ความผาสุกสงบและความเป็นบึกแผ่นก้าวหน้าของ ประชาชนและบ้านเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวัตถุประสงค์อันแท้จริงของกฎหมายแต่ละฉบับ ไว้ให้แน่วแน่เสมอไปไม่มีข้อแม้ประการใดๆ พร้อมต้องรักษาอุดมคติ จรรยา ความสุจริต และมโนธรรมของนักกฎหมายไว้โดยรอบคอบเคร่งครัดเสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเอง กฎหมายไทยจึงจะทรงคุณค่าอันสมบูรณ์บริบูรณ์ เป็นที่เชื่อถือยกย่องอยู่โดยตลอดได้ ไม่ต้องกลายเป็นกฎหมายโบราณล้าสมัย ดังที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นในบางครั้งบางคราว…..”

กฎหมายที่ดีตามแนวพระราชดำรินั้น นอกจากจะเหมาะสมกับระบอบการปกครองของประเทศสถานการณ์ในแต่ละสมัยแล้ว กฎหมายจะต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชน เช่น การกำหนดแนวเขตป่าสงวนเข้าไปในพื้นที่ที่ประชาชนได้จับจองทำประโยชน์มาแล้ว เป็นสิบๆ ปี ประชาชนเหล่านั้นจึงกลายเป็นผู้บุกรุกป่าสงวนผิดกฎหมายไป ทำให้เกิดปัญหามีเรื่องราวร้องทุกข์ขอความยุติธรรมพระบรมราโชวาทที่พระราช ทานคณะกรรมการจัดงาน “วันรพี” เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ ทรงชี้ให้เห็นว่า กฎหมายจะต้องยึดหลักปฏิบัติที่ว่าบัญญัติขึ้นเพื่อใคร ใครคือเป้าหมายที่กฎหมายมุ่งจะอำนวยความยุติธรรมและความสงบสุขให้ โดยทรงอธิบายว่า

“…..ถ้า ทำกฎหมายแล้วทำให้บังคับให้เกิดผลขึ้นมาไม่ได้ ก็เท่ากับไม่มีกฎหมายหรือยิ่งร้ายกว่านั้นเพราะมีคนที่รู้ มีคนที่เขาฉลาด เขาใช้กฎหมายไปต้มคนที่มีความรู้ในทางกฎหมายน้อยกว่า แล้วก็คำที่ว่าทุกคนในบ้านเมืองย่อมต้องทราบถึงกฎหมายก็ไม่เป็นความจริง และเป็นความจริงไม่ได้เพราะเป็นความผิดของทางปกครองด้วย ที่จะต้องแจ้งให้ทราบถึงกฎหมาย เป็นความผิดของนักกฎหมายด้วย ที่สร้างกฎหมายที่ไม่เหมาะสมกับสภาพของภูมิประเทศฉะนั้น การที่นึกถึงว่าจะเป็นประโยชน์ก็เลยต้องขอให้สนใจในหลักของกฎหมาย อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ขอให้สนใจถึงว่าใครเป็นจุดหมาย หรือใครเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย ก็คือคน อย่างกฎหมายบ้านเมืองเมืองไทย ก็คนที่อยู่ในเมืองไทย ซึ่งจำนวนไม่ใช่น้อยไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายเลย ด้วยการไม่รู้เพราะไม่มีการศึกษา อีกอย่างหนึ่งด้วยการไม่รู้เพราะไม่ได้ประกาศป่าวร้องว่ามีกฎหมาย อีกอย่างหนึ่งด้วยการที่กฎหมายจะไปใช้บังคับในท้องที่เหล่านั้นและในสภาพ นั้นไม่ได้ และยังมีปัญหาอีกมากหลายเกี่ยวข้องกับการบังคับกฎหมายที่ทำไม่ได้ เช่น การที่จะให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจตรา ไปดูสภาพในท้องที่ไม่ได้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้ศึกษาว่ากฎหมายนี้มีประโยชน์อย่างไร และจะทำอย่างไรสำหรับกฎหมายมีประโยชน์อย่างยิ่งขึ้นโดยที่สนใจถึงชีวิตของ กฎหมายและของคนในสภาพปัจจุบัน ในสภาพจิตของคนในปัจจุบัน ในสภาพของบ้านเมืองในปัจจุบัน…..”

เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่มีพระราชดำริขอ ให้ผู้รักษากฎหมายมีความเมตตากรุณาพยายามไปทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ใช่เข้าไปกดขี่ให้ใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพราะประชาชนอาจไม่เข้าใจกฎหมาย หรือเข้าใจก็คงแตกต่างไปจากผู้รักษากฎหมายเข้าใจ จึงทำให้เกิดข้อคับข้องใจ เกิดความขัดแย้งเป็นปัญหาในการรักษากฎหมาย พระราชดำรัสพระราชทานคณะกรรมการจัดงานวัน “นิติศาสตร์จุฬา” ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ความตอนหนึ่งว่า

“…..สมัย โบราณจะให้ทราบเรื่องอันใดเขาต้องตีกลอง มาสมัยผู้ใหญ่ลีก็ยังตีกลองแต่ว่านี่ไม่มีผู้ใหญ่ลีจะตีกลอง ประกาศด้วยปากหน่อยเดียว ก็เหมือนยังไม่มีกฎหมาย จึงไม่ใช่เรื่องที่จะไปว่าเขาว่าไม่ทราบกฎหมาย ประชาชนย่อมทราบแต่ว่าการปกครองไม่ดี และโดยประการนี้จึงทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่กฎหมาย เพราะต่างคนต่างมีผิดมีถูกด้วยกันอยู่ ทางกฎหมายก็ว่ามีกฎหมายแล้วก็มีอำนาจเจ้าหน้าที่ ทางประชาชนก็ว่าการเข้ามาทำกินเป็นกฎหมาย ทีนี้เมื่อขัดกันก็เกิดความเดือดร้อนทั้งสองฝ่าย จึงเป็นหน้าที่ของผู้รู้กฎหมายที่จะต้องไปทำความเข้าใจคือไม่ใช่ไปกดขี่ให้ ใช้กฎหมายโดยเข้มงวด แต่ไปทำให้ต่างฝ่ายเข้าใจเราอยู่ร่วมประเทศเดียวกัน ต้องอยู่ด้วยกันด้วยความอะลุ่มอล่วย ไม่ใช่กดขี่ซึ่งกันและกัน…..”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราชบรมนาถบพิตร ทรงดำรงสิริราชสมบัติยืนนาน ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดในอดีตกาล ทรงครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามโดยแท้ จึงเป็นการสมควรที่พี่น้องชาวไทยจักได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมร่วมใจกันตั้ง จิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระรัตนตรัย อัญเชิญพระเดชานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช พระบารมีในสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ได้โปรดอภิบาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมหมาธรรมิกราชผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้เสด็จสถิตสถาพรในพระราไชศูรย์ เพิ่มพูนพระบารมี ทวีพระพรรษาแห่งรัชสมัยมั่นคง ทรงพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด จงสัมฤทธิผลสมพระราชปรารถนาทุกประการ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: